วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ร่วมด้วยช่วยพัฒนาชุมชนต้นแบบ (๑) : เทศบาลตำบลท่าขอนยาง: (๑) การบริหารจัดการขยะ_๐๒: การประชุม (ว่าที่) อนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการปัญหาขยะของเทศบาลฯ

วันนี้ (วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒) มีการประชุมกลุ่มย่อย (ว่าที่) คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะของเทศบาลตำบลท่าขอนยาง สืบเนื่องตามมติที่ประชุมคณะทำงานบริหารจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลของเทศบาลฯ (ผมเขียนรายงานไว้ในบันทึกแรก...คลิกที่นี่) ... คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่ได้มีหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และอาจจะมีคณะทำงานท่านอื่น ๆ อีก มากกว่าที่จะมาร่วมในวันนี้

ทุกอย่างเรียบง่ายและมีพลังมาก ๆ เมื่อนายกเทศมนตรีท่านเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ มาลุยทำนำประชุมด้วยตนเอง สมาชิกที่มาระดมสมองกำหนดแผนปฏิบัติวันนี้ เป็นบุคคล ๒ กลุ่ม ๔ ทีม
  • กลุ่มที่ ๑ คือบุคลากรของเทศบาลฯ (๕ ท่านจากทั้งหมดที่นี่)
    • นายกเทศมนตรีฯ นายสมชาติ บุตราช 
    • ปลัดเทศบาลฯ นายมานพ นนศรีลาด 
    • รองปลัดเทศบาลฯ ดร.ศศิธร ดีระดา
    • ผอ.กองการสาธารณสุขฯ ผอ.สุดา เหล่าโผน
    • นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ นางสาวอรพรรณ ภูผิวเมฆ 
  • กลุ่มที่ ๒ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 
    • ดร. ธนายุทธ ไชยธงรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ท่านทำทางวิศวกรรมโยธา 
    • อาจารย์ประสิทธิ์ สว่างศรี สถาปัตยกรรมเมืองและชุมชน ออกแบบชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 
    • อาจารย์เมทินี โคตรดี ภูมิสถาปัตยกรรม และ บริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 
    • อาจารย์กฤต จันทรสมัย คณะวิศวกรรมอุตสาหการ  ท่านทำวิจัยเรื่องเส้นทางการขนส่ง
    • อาจารย์ ดร.สริญญา ศาลางาม คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ท่านติดภารกิจสำคัญ และผมเองประสานท่านไปกระชั้นเกินไป)
    • ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม รองผู้อำนวยการสำนักศึกษาทั่วไป ในฐานะผู้ประสานงานรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน 
  • ๔ ทีมได้แก่ ๑) ทีมเทศบาลนำโดยท่านนายกฯ ๒) ทีมสถาปัตย์ ท่านมีแผนจะมาออกแบบ ทำวิจัย และพัฒนาชุมชนรอบมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ๓) ทีมจากวิศวะ ท่านจะมาออกแบบ วิจัย และพัฒนาเส้นทางการเก็บขนขยะของเทศบาลฯ และ ๔) ทีมประสานการรับรู้ไปสู่นิสิต โดยใช้กลไกของรายวิชาศึกษาทั่วไป 
การประชุมดำเนินไปด้วยความเข้มข้น เพราะเป็นครั้งแรกที่คณาจารย์จากทั้ง ๓ คณะและหลากหลายสาขา ได้มาเจอกัน และเพิ่งจะประชุมร่วมกับทีมทางเทศบาลฯ จึงใช้เวลาแชร์ข้อมูล ความเป็นมา และความก้าวหน้าต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มระดมสมองกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป 




สรุปประเด็นหลัก ๆ และความก้าวหน้าสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ครับ 
  • วันที่ ๒๖-๒๗ ก.พ. นี้ เราจะได้แผนที่จากการประปาส่วนภูมิภาค สาขามหาสารคาม ซึ่งเมื่อวานนี้ ทีมสถาปัตย์และ ผอ.สุดา ได้ลงพื้นที่ไปยื่นขอแล้ว 
  • แผนการดำเนินการของอนุกรรมการชุดนี้ แบ่งเป็นคร่าว ๕ ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ง
    • ๑) ศึกษาสำรวจข้อมูล มี ๓ ขั้นตอนย่อย ได้แก่
      • เตรียมการลงสำรวจ ต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้  
        • แผนที่(เดินดิน)ละเอียด ฉบับการประปา (ทีมสถาปัตย์)
        • เส้นทางการสำรวจ (เส้นทางที่พบขยะ ทั้งที่เก็บขนและไม่ได้เก็บขน) (ทีมวิศวะ)
        • ผู้สำรวจ (คือ นิสิต)
        • ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือและประชาสัมพันธ์ก่อนลงสำรวจ  (ทีมเทศบาล)
        • แบบสอบถาม 
    • ๒) ออกแบบและวางแผน ... ทีมคณะอนุกรรมการฯ 
    • ๓) ดำเนินการ คือ เก็บขนตามแผน กำจัดขยะเปียกตามแผน รณรงค์ สร้างการรับรู้ ฯลฯ
    • ๔) ประเมินผล... ทีมเทศบาลฯ และทีมสถาปัตย์
    • ๕) รายงานผล... ทีมเทศบาลฯ และทีมสถาปัตย์
  • ปัจจุบันเส้นทางการเก็บขนขยะของเทศบาล แบ่งเป็น ๓ โซน ดังแผนภาพ  เราจะเริ่มกันศึกษาสำรวจ Zone 3 ก่อน 
  • เราแบ่งงานกันดังนี้ครับ 
    • ทีมคณาจารย์สถาปัตย์ จะเป็นผู้ออกแบบรายละเอียดงานการสำรวจ และออกแบบสอบถาม น่าจะได้ข้อมูลในวันที่ ๒๖-๒๗ กุมภาพันธ์นี้ 
    • ทีม อ.กฤต จะพานิสิต ลงพื้นที่ Mapping GPS ตามเส้นทางเก็บขนขยะในโซนที่ ๓ ภายในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ นี้ 
    • ทั้งสองทีมจะนำข้อมูลมารวมกัน และหารือวางแผนการลงพื้นที่ร่วมกันในวันที่ ๒๗ ในที่ประชุมทีม (เทศบาลฯ)
    • วันที่ ๒๘ เวลา ๑๗.๐๐ น.  เราจะนัดหมายและซักซ้อมวิธีการลงพื้นที่สำรวจ และรายละเอียดของแบบสอบถาม กับนิสิตที่กำลังเรียนวิชา ๐๐๓๖๐๐๖ ภาวะผู้นำ จำนวนประมาณกว่า ๑๐๐ คน ณ ห้อง AR201 
    • ช่วงวันที่ ๑-๓ มีนาคม ทีมนิสิตผู้สำรวจจะลงพื้นที่สำรวจ โดยกรอกข้อมูลแบบสอบถามผ่านระบบอินเตอร์เน็ตด้วย Google Form 
    • วันที่ ๘ มีนาคม  เพื่อดูผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากทีมวิจัยของสถาปัตย์ครับ 

ผมรู้สึกมีพลัง รู้สึกขอบคุณทีมเทศบาลและคณาจารย์ทุกท่าน ทั้งทางคณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ ที่กำหนดนโยบายที่จะมาช่วยวิจัยและพัฒนาปัญหานี้ ขอบคุณ อ.กฤต และ อ.หริน ที่แม้จะไม่ได้มา แต่ก็อาสาว่าอยากจะมาช่วย ขอขอบคุณท่านนายกฯ ผอ.สุดา และปลัดมานพ ที่ไว้ใจและให้โอกาสคณาจารย์ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับงานของเทศบาลฯ 

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ร่วมด้วยช่วยพัฒนาชุมชนต้นแบบ (๑) : เทศบาลตำบลท่าขอนยาง: (๑) การบริหารจัดการขยะ_๐๑: การประชุมระดมสมองกำหนดแนวทางการจัดการขยะของสภาเทศบาลตำบทท่าขอนยาง

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมพิเศษของสภาเทศบาลตำบลท่าขอนยาง เขตเทศบาลที่มีประชากรแฝงกว่า ๓ หมื่นคนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นการประชุมระดมสมองเพื่อกำหนดแนวทางในการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยมีนายอำเภอกันทรวิชัยเป็นประธาน และมีหลายฝ่ายมาร่วมประชุม สำคัญ ๆ ดังนี้
  • นายอำเภอกันทรีวิชัย 
  • นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าขอนยาง พร้อมทีมงานผู้บริหารและบุคลากรของเทศบาลฯ 
  • สมาชิกสภาพเทศบาลฯ นำโดยประธานสภาฯ
  • ทองถิ่นอำเภอกันทรีวิชัย 
  • ปลัดเทศบาลฯ
  • ตัวแทนผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • เครือข่ายสภาฮักแพงเมิ่งแยงคนมหาสารคาม 
  • กำนัน 
  • ผู้ใหญ่บ้าน
  • ฯลฯ
เป็นการประชุมที่ครบถ้วนเชิงโครงสร้างบริหารชุมชนครั้งหนึ่งที่เคยได้เข้าร่วม 



๑) นโยบายจากนายอำเภอ


ก่อนจะเริ่มการประชุม ท่านนายอำเภอได้แจ้งเพื่อทราบและมอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล สำคัญ ๆ ๓ ประเด็น ได้แก่ 
  • รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัด "แผนปฏิบัติการ ๖๐ วันแยกก่อนทิ้ง" โดยเริ่มตั้งแต่ ๙ มกราคม ๒๕๖๒ เนื่องจากการขับเคลื่อนเรื่องการจัดการขยะของกระทรวงมหาดไทยที่ประกาศใช้มา ๓ ปีนั้น ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร จึงได้มอบหมายให้ผู้นำทุกจังหวัด ทุกอำเภอลงพื้นที่ขับเคลื่อนกันอย่างจริงจัง  เพราะขณะนี้ปัญหาขยะเริ่มกระทบการท่องเที่ยว สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมแล้ว
  • แนวปฏิบัติที่กำหนดจากกระทรวงมหาดไทย ที่มอบให้กรมการปกครองมาดำเนินการตามลำดับขั้น มีดังนี้ 
    • ศึกษาสภาพปัญหาและการจัดการขยะของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร 
    • ให้แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ  (Cluster) หรือ คลัสเตอร์  
    • ให้แต่ละกลุ่มไปกำหนดหาวิธีการ แล้วกำหนดเป็นนโยบายและแผนของแต่ละคลัสเตอร์ 
      • จังหวัดมหาสารคามแบ่งเป็น ๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ที่เทศบาลเมืองมหาสารคาม อำเภอแกดำ และอำเภอกันทรวิชัย ซึ่งทั้งสามแห่งนี้ ปัจจุบันเก็บขนขยะไปทิ้งที่บ่อขยะหนองปลิง
    • ให้นำแผนการจัดการขยะของแต่ละคลัสเตอร์เสนอต่อกระทรวงต่อไป 
      • คลัสเตอร์ที่ ๑ ที่กันทรวิชัยอยู่นั้น ได้กำหนดแนวทางแล้วว่า ให้เอกชนเข้ามาสร้างโรงงานสร้างไฟฟ้าจากเตาเผาขยะ (มอบเอกชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์) 
      • ขยะในเขตอำเภอเมือง แกดำ และกันทรวิชัย ส่งไปเข้าโรงงานต่อไป
  • ปัญหาคือ ในระยะเวลาระหว่างการก่อสร้างโรงเผาขยะ ๓-๔  ปีนี้  เราจะจัดการขยะอย่างไร  เป็นโจทย์หลักของการประชุมระดมสมองในวันนี้ 
    • เราจะทำอย่างไรให้เกิดขยะน้อยที่สุด เพื่อลดภาระด้านการขนย้าย 
      • รัฐบาลส่งเสริมให้ใช้ 3Rs เรียกว่า "สามอาร์ประชารัฐ" หรือ "๓ช." คือ ใช้น้อย ใช้ใหม่ และใช้ซ้ำ 
      • บางหมู่บ้างทำสำเร็จโดยการทำถังหมักครัวเรือน คือแยกขยะเปียกไปทำปุ๋ย 
      • บาง อบต. มอบหมายกำหนดไม่ให้มีถังขยะเลย ไม่มีเก็บขนขยะ ... ซึ่งหากนำไปเผาสู่บรรยากาศ อาจเกิดสารพิษ และก๊าซเรือนกระจกได้ 
      • บาง อบต. จัดบริเวณที่ทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่ถูกต้อง จะเกิดปัญหาในอนาคต
      • ฯลฯ 
    • เราจะมีมาตรการอย่างไรให้กระบวนการเก็บขนและกำจัดขยะมีประสิทธิภาพที่สุด 
      • บางแห่ง ใช้ถังขยะสีต่าง ๆ แยกเช่น ถังเหลืองขยะรีไซเคิล ถังน้ำเงินขยะทั่วไป ฯลฯ 
      • บางแห่ง ให้ใช้เชือกฟางสีเป็นสัญลักษณ์ มัดปากถุง 
      • ฯลฯ 
    • เราจะสร้างการรับรู้และสร้างจิตสำนึกต่อการคัดแยกและจัดการขยะได้อย่างไร 
๒) แจ้งเพื่อทราบข้อมูลและสภาพปัญหา

ก่อนจะเริ่มระดมสมอง นายยกเทศมนตรีได้ให้โอกาสผมนำเสนอผลการศึกษาและการดำเนินการของรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ในภาคเรียนที่ ๑ - ๒๕๖๑ ที่ผ่าน ... ด้วยเวลาที่จำกัดจึงนำเสนอได้เพียงบางส่วนของผลงานนิสิตจากหลักสูตร EIC จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บางส่วนดังคลิบด้านล่าง 





และได้นำเสนอข้อมูลการก่อขยะในแต่ละวันที่สูงถึง ๓๐ ตัน ซึ่งเก็บขนได้ไม่หมด จึงก่อปัญหาขยะสะสม  สาเหตุปัญหาหลัก 
  • ปัญหาน้ำหนักของขยะ ส่วนใหญ่มาจากขยะเปียก เช่น เศษอาหาร น้ำหวานหรือน้ำจากน้ำแข็งในแก้วพลาสติที่ไม่เทก่อนทิ้ง ฯลฯ 
  • ร้านอาหาร ร้านค้า ร้านเครื่องดื่ม (กากกาแฟ เปลือกผลไม้) 
  • ขยะจากหอพัก 
  • ไม่มีการแยกขยะก่อนทิ้ง 
  • คนไม่มีจิตสำนึกในการจัดการขยะ
ผศ.ดร.ชลธี โพธิ์ทอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ ได้นำเสนอข้อมูลการจัดการขยะภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยต่อที่ประชุม  
  • นิสิตที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมีประมาณ ๔๕,๐๐๐ คน 
  • ในมหาวิทยาลัยมีโรงคัดแยกขยะภายใน จากการเก็บข้อมูลที่่ผ่านมาพบว่า 
    • ในแต่ละวันจะมีขยะประมาณ ๘-๑๐ ตันต่อวัน
    • ขยะพลาสติก ๔๐ เปอร์เซ็นต์
    • ขยะอินทรีย์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์
    • อื่นๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์
  • นโยบายที่มหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่ 
    • ลดขยะจากต้นทางร้านค้า  ร้านขายน้ำ-กาแฟ  ถ้านำแก้วมาเองจะได้ลด ๕ บาทต่อแก้ว 
    • ร้านสะดวกซื้อภายในมหาวิทยาลัย ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก 
    • โครงการขยะแลกไข่ที่ได้จากฟาร์มหาวิทยาลัย 
    • โครงการธนาคารขยะในหอพักมหาวิทยาลัย 
๔) ระดมสมองการจัดการขยะในเขตเทศบาล

ฝ่ายเลขาฯ ได้ทำตุ๊กตา แนวปฏิบัติและมาตรการที่จะดำเนินการต่อที่ประชุม ให้ที่ประชุม 

  • การบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน
    • แต่งตั้งคณะทำงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายประเมินผล 
    • ยกร่างเทศบัญญัติการจัดการสิ่งปฏกูลและขยะมูลฝอย พ.ศ. ๒๕๖...  
      • เก็บค่าจัดการขยะ ครัวเรือนละ ๒๐ บาท ร้านค้าก็ ๒๐ บาท กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้มาทำเทศบัญญัติเป็น ๑๕๐ บาทต่อครัวเรือน ขณะนี้ยังไม่สำเร็จ 
    • ส่งเสริมการเรียนรู้สร้างจิตสำนึก
      • จัดอบรมบุคลากร ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้า ชาวบ้าน นิิสิต ฯลฯ 
    • ประกาศเส้นทางจัดเก็บขยะมูลฝอย (เป้าหมายคือ ไม่ให้ขยะตกค้าง)
      • ทุกจุดวางหน้าบ้านก่อน ๗.๐๐ น. 
      • กำหนดเส้นทางการเก็บขน ๔ เส้น 
    • เพิ่มพื้นที่จัดการขยะ ๒๕ จุด (ยังไม่ได้ทำ)
    • กิจกรรมรณรงค์ส่งเสริม
      • ทำผ้าป่ารีไซด์เคิล 
    • ฯลฯ
  • การบันทึกข้อมูลและรายงานผล 
  • การนำขยะกลับมาใช้ใหม่ 
    • ส่งเสริมให้ความรู้
    • ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากมูลใส้เดือน 
    • นำขยะเปียกไปทำปุ๋ยหมัก 
ตัวแทนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
  • ลดขยะจากต้นทาง 
    • หลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้พลาสติกและโฟม 
    • น้ำมันเก่าแลกน้ำมันใหม่ 
    • ให้ใช้ภาชนะที่ไม่ก่อขยะ  เช่น  เบรคต่าง ๆ ในที่ประชุม ให้ใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้ 
  • เทศบาลฯ หมู่ ๒ ตอนนี้กำลังจะทำ "ผ้าป่าขยะ" 
    • ให้ทุกคนเอาขยะรีไซเคิลมาบริจาค 
    • นำขยะไปขาย 
    • นำเงินที่ได้ไปทำบุญ 
ท่านนายกเทศมนตรีฯ
  • แยกขยะอินทรีย์ก่อน 
    • เตรียมถังทิ้งขยะอินทรีย์ตามจุดต่าง ๆ 
    • เก็บขนทุกวัน 
    • นำไปทำปุ๋ย ณ บริเวณที่เทศบาลฯ 
      • ขุดหลุมขนาด กว้าง ๒ เมตร ยาว ๔ เมตร  ซึ่งต้องผ่านการประชาคมของหมู่บ้าน ... หากไม่ผ่านจริง ๆ อาจจะใช้พื้นที่อื่นที่เทศบาลดูแล 
      • เอาขยะเปียกที่ได้ไปทิ้งและฝังกลบทุกวัน (เป็นชั้น ๆ)  รดด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพ เช่น น้ำหมักจาก พ.ด. ๑ เพื่อกำจัดกลิ่น ฯลฯ  เมื่อเต็มแล้วจึงย้ายไปหลุมใหม่ 
      • หมักไว้นาน ๓ เดือน จึงนำมาผลิตเป็นปุ๋ยสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป 
    • เริ่มดำเนินการหมู่ที่ ๒ เป็นตัวอย่างก่อน แล้วขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นต่อไป 
ประธานสภาเทศบาล
  • ลดขยะจากผู้ประกอบการ เช่น 
    • ร้านค้า ร้านขายของชำ ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก 
    • ร้านอาหารห้ามใช้โฟม 
  • ลดขยะจากชุมชน 
    • ให้มหาวิทยาลัยและ อสม. เข้าไปช่วยส่งเสริมหรือทำเป็นตัวอย่างในการจัดการขยะในครัวเรือน ทุกชุมชน 
สมากชิกต่าง ๆ เสนอ
  • อยากให้มีการศึกษาและสำรวจแหล่งก่อขยะอย่างเป็นระบบ 
    • Mapping เขียนแผนที่การเกิดและการไหล (flow) ของขยะ 
    • ทำแผนที่เส้นทางและตารางการเก็บขนขยะ เพื่อสื่อสารอย่างชัดเจน 
ปลัดเทศบาลฯ 
  • สร้างเครือข่ายการจัดการขยะเปียกจากผู้ทีต้องการเศษอาหารไปเลี้ยงสัตว์ หรือ "ถังข้าวหมู" 
    • ประสานให้ร้านอาหารแยกเศษอาหารที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ออกจากขยะเปียกทั่วไป 
    • ติดต่อให้ผู้เลี้ยงสัตว์ (เลี้ยงหมู) มารับ "ถังข้าวหมู" 
ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีฯ
  • ซื้อถุงช่วยแยกขยะประเภทต่าง ๆ นำไปให้ (ขายให้) ร้านค้า ร้านอาหาร เพื่อส่งเสริมการคัดแยกจากขยะจากร้านค้า และช่วยลดปริมาณ (ทิ้งมาก ต้องซื้อถุงจากเทศบาลมาก)
ตัวแทนสภาฮักแพง
  • เก็บข้อมูลการก่อขยะอย่างเป็นระบบและเก็บละเอียด 
    • ตำบลสีสุข เป็นตัวอย่างที่ดีในการคัดแยกขยะและเก็บข้อมูล 
    • แยกเป็น ๒ ส่วน คือ ประชากรหลัก และประชากรแฝง  
    • กำหนดจุดทิ้งขยะอย่างเป็นระบบ เป็นจุด ๆ สอดคล้องกับเส้นทางการเก็บขน 
ผมเสนอ 
  • ตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการเรื่องนี้ขึ้นมา โดยมีคีย์สำคัญ ๆ ของแต่ละหน่วยปฏิบัติการเข้ามาเป็นกรรมการ 
    • ท่านนายกฯ อาจจะเป็นประธานเอง โดยมีปลัดเทศบาลฯ เป็นเลขาฯ 
    • มีบุคลากรจากเทศบาลเป็นทีมเลขาฯ 
    • มีตัวแทนมหาวิทยาลัยฝ่ายต่าง ๆ สำคัญ ๆ ดังนี้ 
      • ตัวแทนผู้บริหารมหาวิทยาลัย  ... น่าจะเป็นผู้ช่วยอธิการ 
      • ผู้ประสานงานรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน .... ผมเอง
      • ตัวแทนนักวิชาการจากคณะการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
    • มีตัวแทนผู้นำชุมชน คือ กำนันทุกตำบล 
    • มีตัวแทนจากภาคประชาสังคม ...เครือข่ายฮักแพง เมิ่งแงงคนมหาสารคาม 
    • ฯลฯ 
  • คณะอนุกรรมการฯ นี้ ทำหน้าที่ดังนี้ 
    • ศึกษาสำรวจข้อมูลอย่างเป็นระบบ
    • ร่างแผนปฏิบัติการและออกแบบวิธีการดำเนินการในการบริหารจัดกรขยะ 
      • ทุกหน่วยงานองค์กรต้องแยกขยะอย่างจริงจัง (ต้องทำด้วยตนเองก่อน)
      • ทำแผนที่การก่อขยะและเส้นทางการเก็บขนขยะที่ชัดเจน 
      • นำเสนอแผนให้กรรมการบริหารจัดการขยะหรือสภาเทศบาลพิจารณาอนุมัติ กำหนดเป็นแผนปฏิบัติ 
    • อบรม พัฒนา บุคลากร สื่อสาร สร้างการรับรู้ต่อคนในชุมชน  
      • สื่อสารวิธีการที่กำหนดให้ทุกคนรับรู้ตรงกัน ดำเนินการตามแผนงานอย่างสอดคล้องกัน 
      • เทศบาลกำหนดและประกาศเทศบัญญัติ และสื่อสารกับห้างร้าน ผู้ประกอบการต่าง ๆ 
      • มหาวิทยาลัยสื่อสาร รณรงค์ และสร้างกลไกให้นิสิตในหอพักแยกและจัดการขยะอย่างจริงจัง 
      • เทศบาลเก็บขนขยะทั่วไปและขยะรีไซเคิล กำจัดกขยะเปียกตามแผน 
      • ฯลฯ 
    • ประเมินผล 
      • จัดเก็บข้อมูลการก่อขยะ การเก็บขนขยะ และการกำจัดขยะ อย่างต่อเนื่อง 
      • จัดทำรายงานการบริหารจัดการขยะของเทศบาล 
      • นำเสนอต่อกรรมการชุดใหญ่เพื่อให้ประเมินผลลัพธ์ต่อไป 
ตัวแทนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
  • ทุกหน่วยงานดำเนินการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ 
    • ขณะนี้ รพสต. ได้ดำเนินการส่งเสริมไม่ให้ใช้ภาชนะจากพลาสติก ให้ใช้ตระกล้าแทน ไม่จำเป็นไม่ก่อขยะ 
ผอ.กองสาธารณสุข 
  • แหล่งกำเนิดขยะหลักเลยคือหอพัก หากนิสิตคัดแยกขยะได้ เทศบาลกำหนดจุดทิ้งขยะไปเก็บขน จะสามารถช่วยได้มาก 

๕) นายอำเภอสรุป

นายอำเภอสรุปเป็นหลักการในการจัดการขยะดังนี้
  • ต้องมีการศึกษาและจัดเก็บข้อมูล ต้องมีการทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ 
    • ทำผังการเกิดขยะ Mapping ปริมาณการก่อขยะ
    • ถอดบทเรียนความสำเร็จจากชุมชนที่ทำแล้วได้ผล เพื่อนำมาขยายผล
  • ต้องมีแผนปฏิบ้ัติงาน ออกแบบวิธีการอย่างเชื่อมโยง 
    • มีแผนที่เส้นทางเก็บขนขยะและจุดทิ้งขยะชัดเจน
    • ฯลฯ
  • ต้องมีกิจกรรมหรือมาตรการต่าง ๆ  ได้แก่ 
    • บ่อดินฝังกลับปุ๋ยหมัก 
    • เครือข่าย "ถังข้าวหมู" 
    • ผ้าป่าขยะ 
    • กิจกรรมรณรงค์ สร้างจิตสำนึกต่าง ๆ 
    • ฯลฯ
  • ประเมินผล 
    • ให้ตรวจสอบจากปริมาณขยะที่นำไปทิ้งที่บ่อขยะหนองปลิง และปริมาณขยะสะสมที่เหลือ 
ท่านนายอำเภอให้แนวทางว่า ในทางปฏิบัติจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหรือไม่อย่างไร หรือจะมีผู้ประกอบการมาร่วมอย่างไรให้ทีมทำงานไปหารือกันต่อและปฏิบัติได้เลย 

ผมเสนอกับท่านปลัดเทศบาลฯ ซึ่งเป็นแม่งานหลักในฝ่ายปฏิบัติการว่า ท่านสามารถตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาและเชิญประชุมได้เลย เพื่อกำหนดแผนการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อมาทำ Mapping ข้อมูลขยะ และถ้าดำเนินการได้ทัน อาจนำข้อมูลมานำเสนอในที่ประชุมสภาฯ ต่อไป 

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ๒-๒๕๖๑ (๒) "บันทึกการก่อขยะและการจัดการขยะ"

การจัดการเรียนรู้รายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ภาคเรียนที่ ๒-๒๕๖๑ นี้ เนื่องจากมีนิสิตลงทะเบียนเรียนกว่า ๗,๐๐๐ คน ทีมผู้ประสานงานและอาจารย์ผู้สอน จึงใช้วิธีเปิดสื่อวีดีทัศน์การบรรยายพิเศษซึ่งบันทึกในสตูดิโอ (ชั่วคราว) ในชั้นเรียน แทนการจัดบรรยายในห้องประชุมใหญ่ดังที่ทำในภาคเรียนที่ผ่าน ๆ มา  นิิิสิตที่ต้องการดูซ้ำอีกครั้งสามารถเปิดจากลิงค์ด้านล่างนี้ตามลำดับ

บทที่ ๑ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  (ความเป็นมาของจังหวัดมหาสารคามและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม)


บทที่ ๒ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม "บทบาทของมหาวิทยาลัยในการรับใช้ชุมชนและสังคม" : โครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน


บทที่ ๓ การศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน (เครื่องมือและเทคนิคการศึกษาชุมชน)


คลิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการขยะในชุมชนรอบ ๆ มหาวิทยาลัย 


บทที่ ๑ - ๓ จะมีการทดสอบความรู้ความจำและความรู้ความเข้าใจ โดยใช้ข้อสอบกลางภาคเรียน โดยจะคิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของคะแนนประเมินผลทั้งหมด ส่วนการส่งเสริมการจัดการขยะในชุมชน จะประเมินผลด้วยการให้นิสิตบันทึกข้อมูลการก่อขยะและการจัดการขยะของตนเองรายสัปดาห์ ต่อเนื่องอย่างน้อย ๑๐ สัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ ๑๐ ของคะแนนทั้งหมด 

หลักคิดและกระบวนการในการจัดการขยะ

หลักคิดและหลักปฏิบัติในการในการจัดการกับของเหลือใช้ แสดงไว้ดังภาพด้านล่าง โดยใช้คำสื่อสารว่า "กระบวนการ 8R" 




โปรแกรมบันทึกการก่อขยะและการจัดการขยะ (โปรแกรมการบริหารจัดการขยะ)

ร.ต.กฤษฎา ศักดิ์คำดวง หัวหน้ากลุ่มงานสารสนเทศ สำนักศึกษาทั่วไป ได้พัฒนา Web Application ขึ้นเพื่อให้นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนทุกคนในภาคเรียนนี้ บันทึกข้อมูลการก่อขยะของตนเอง และได้เขียนแนวปฏิบัติ ๘ ขั้นตอนในการกรอกข้อมูล (กรอกข้อมูลรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง)











นิสิตสามารถเข้าสู่ระบบบริหารจัดการขยะได้ทางเว็บไซต์ของรายวิชาที่นี่  หรือดูคลิปการสาธิตได้ด้านล่าง 


หากนิสิตมีข้อสงสัยหรือปัญหาใด ๆ  อยากจะสอบถาม ให้ติดต่อเข้าเป็นสมาชิก Line(square) โดยเข้ามาในกลุ่มด้วยคิวอาร์โค๊ดด้านล่าง 


ขอจบบันทึกที่นี่ครับ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ๒-๒๕๖๑ (๑) "ชุมชนต้นแบบ"

ปีการศึกษานี้ ในฐานะผู้ประสานงานรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ผมมีโอกาสได้เข้าไปร่วมเป็นกรรมการบริหารงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ตามคำสั่งนี้ , ) จึงมีโอกาสได้รับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับกรอบแนวทางและแผนปฏิบัติการงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยด้วย

เป้าหมายของแผนงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยระยะ ๕ ปี ต่อแต่นี้ (พ.ศ.๒๕๖๓ - ๒๕๖๗) คือ "ชุมชนต้นเแบบ" โดยนิยามความหมายว่า "ชุมชนที่สามารถพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้ จนนำมาสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและสามารถเป็นพื้นที่ (ต้นแบบ) สำหรับการเรียนรู้หรือขยายผลไปยังชุมชนอื่นได้ " ... ดังนั้น สิ่งที่เป็นหน้าที่สำคัญที่สำนักศึกษาทั่วไปควรมีส่วนเป็นผู้รับผิดชอบหลักคือ ทำอย่างไรชุมชนรอบมหาวิทยาลัยจะ "ชุมชนต้นแบบ" ในด้านสิ่งแวดล้อมได้ และถ้าจะเริ่มลุยพัฒนา สำนักศึกษาทั่วไป ควรจะเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยเป็นชุมชนต้นแบบด้านใด 

จากการสำรวจและศึกษาปัญหาของชุมชนรอบมหาวิทยลัยที่ใกล้ตัวที่สุดมี ๓ ประการ คือ ๑) ปัญหาเรื่องขยะ ๒) ปัญหาน้ำเสีย และ ๓) ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ หลังจากลงพื้นที่และวิเคราะห์ปัญหาเราตัดสินใจว่า ปัญหาขยะคือสิ่งที่รายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนสมควรจะขับเคลื่อนมากที่สุด (ดูผลการศึกษาปัญหานี้ที่นี่ )  ปัญหาน้ำเสียเร่งด่วนน้อยกว่าแม้จะส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยมากกว่า ปัญหาอุบัติเหตุและการจราจรรอบมหาวิทยาลัยเร่งด่วนที่สุด ส่งผลต่อชีวิตและทรัพยสินของนิสิตมากที่สุด แต่บริบทของรายวิชาไม่น่าจะแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมนัก 

ในการประชุมอาจารย์ผู้สอนรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ประจำปีการศึกษาที่ ๒-๒๕๖๒ (๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑) ได้มีมติสำคัญ ๆ ๓ ประการ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนี้  ได้แก่ 
  • ประเด็น "การแก้ปัยหาขยะ" เป็นประเด็นทางเลือกที่แนะนำสำหรับ การจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning: PBL) หรือใช้โครงการเป็นฐาน (Project-based Learning:PBL) ... แม้ได้ได้เป็นประเด็นร่วมหรือประเด็นหลักให้ทุกสาขาวิชาดำเนินการร่วมกัน (ไม่ได้บังคับเป็นกลไก) แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อน
  • ให้สำนักศึกษาทั่วไป เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนและสังคมทั้ง ๕ ด้าน ได้แก่ หน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน หน่วยงานเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์ทางศาสนา
  • ให้ออกแบบหลักสูตรอบรมหรือพัฒนาอาจารย์ด้านการศึกษาชุมชนเป็นระดับ ๆ  ตามประสบการณ์การศึกษาชุมชนและประสบการณ์การสอนในรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน 
แม้ว่า "การจัดการขยะ" จะเป็นเพียงประเด็นแนะนำ ไม่ได้กำหนดให้ทุกหลักสูตรต้องทำเป็น PBL เนื่องเพราะรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนให้ความสำคัญกับการนำเอาองค์ความรู้ในหลักสูตรไปใช้  แต่ในที่ประชุมอาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชา ได้บรรจุให้ "การจัดการขยะ" เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรหนึ่งที่นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนทุกคนได้ช่วยกันแยกขยะด้วยตนเอง โดยมีแผนการจัดการเรียนรู้ดังภาพ 


ภาคการศึกษานี้ มีนิสิตลงทะเบียนเรียนกว่า ๗,๗๐๐ คน ถ้าทุกคนลดปริมาณการก่อขยะ และจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง (อย่างน้อย ๒ เดือน) น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพอสมควร ... น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเชิญชวนให้นิสิตมาช่วยกันแก้ปัญหาขยะรอบ ๆ มหาวิทยาลัย ... ก้าวไปสู่ความฝัน "ชุมชนต้นแบบ" ต่อไป 

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สรุปผลการสำรวจปัญหาขยะและข้อเสนอแนวทางแก้ไขต่ออาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน

ทีมผู้ประสานงานรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ลงพื้นที่สำรวจปัญหาขยะในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัย วิทยาเขต ม.ใหม่ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอสภาพปัญหาขยะต่ออาจารย์ผู้สอนฯ เพื่อพิจารณาหามาตรการร่วมกันในการแก้ปัญหาร่วมกันโดยใช้การจัดการเรียนรู้ของรายวิชาเป็นกลไกขับเคลื่อน

๑) คำนิยาม ชุมชนมหาวิทยาลัย

  • ชุมชนมหาวิทยาลัย หมายถึง กลุ่มคนทุกกลุ่ม คนทุกคน ที่อาศัยหรือมีกิจวัตรประจำอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยและชุมชนรอบ ๆ มหาวิทยาลัย 
    • กลุ่มคนทั้งหมดทั้งภายในมหาวิทยาลัย ได้แก่ นิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย และกลุ่มคนในชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย ได้แก่ ชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลขามเรียงและชุมชนเทศบาลตำบลท่าขอนยาง  และรวมถึงประชากรแฝงทั้งหมดที่เข้ามาอาศัยร่วมกิจกรรมกัน
๒) ปริมาณการก่อขยะ

  • ชุมชนมหาวิทยาลัยทั้งหมด ผลิตขยะต่อวัน ประมาณ ๕๐ ตัน หรือ ๕๐,๐๐๐ กิโลกรัมต่อวัน (อัตราคำนวณเฉลี่ยทั่วไป คือ คนหนึ่งคนจะผลิตขยะประมาณ ๑ กิโลกรัมต่อวัน)
    • ชุมชนภายในมหาวิทยาลัย ประมาณ ๕-๑๐ ตันต่อวัน 
    • ชุมชนเทศบาลท่าขอนยาง ประมาณ ๒๐ - ๓๐ ตันต่อวัน 
    • ชุมชนเทศบาลขามเรียง ประมาณ ๑๐-๒๐ ตัน 
  • การเก็บขนขยะต่อวันอยู่ที่ประมาณ ๒๐ ตัน  นั่นคือขยะเหลือที่อาจสะสมไปเรื่อย ๆ วันละ ๓๐ ตัน
    • มหาวิทยาลัย เก็บขนได้ประมาณ ๕ ตันต่อวัน
    • เทศบาลท่าขอนยาง เก็บขนได้ประมาณ ๑๐ ตันต่อวัน
    • เทศบาลขามเรียง เก็บขนได้ประมาณ ๕ ตันต่อวัน 
  • ขยะที่เก็บขนจะไปทิ้งที่บ่อขยะบ้านหนองปลิง ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.มหาสารคาม 
    • บ่อขยะห่างจากชุมชนมหาวิทยาลัยประมาณ ๒๕ กิโลเมตร 
    • มีค่าธรรมเนี่ยมในการทิ้งขยะตันละ ๔๐๐ บาท 
    • ขยะที่หนองปลิงมีพื้นที่เพียง ๔๙ ไร่ กำลังจะเต็มพื้นที่ ปัจจุบันรับขยะวันละ ๙๐ ตันเป็นขยะจากชุมชนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ๖๐ ตันต่อวัน และขยะจากชุมชนมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยราชภัฎอีกประมาณ ๓๐ ตัน 
    • เนื่องจากพื้นที่กำลังจะเต็มแล้ว  ทางเทศบาลเมืองฯ จึงจำกัดให้ชุมชนมหาวิทยาลัยไปทิ้งที่บ่อขยะหนองปลิงเพียงวันละ ๒ รอบ เท่านั้น 
๓) สาเหตุของปัญหา
  • คนในชุมชนมหาวิทยาลัย ไม่มีจิตสำนึกในการจัดการขยะ  ... ไม่แยกขยะเลย  
    • หอพัก คอนโดฯ รวมกว่า ๗๐๐ แห่ง เกือบทั้งหมดไม่มีการแยกขยะ 
    • ร้านอาหาร ห้างร้าน โดยเฉพาะร้านขายเนื้อย่างเกาหลี ร้านกาแฟ ก่อขยะวันละหลาย ๆ ตัน 
    • ขยะในชุมชนรอบ ๆ มหาวิทยาลัย นำขยะจากหมู่บ้านมาทิ้งด้วย 
  • การเก็บขนทำได้จำกัด เนื่องจากข้อจำกัดดังที่ได้กล่าวไป 
๕) แนวทางการแก้ไขปัญหา
  • เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับขยะใหม่ 
    • เลิกปลูกฝังให้ทิ้งขยะ
    • เลิกไปยุ่งเกี่ยวและให้ความสำคัญกับ "ถังขยะ"  เมื่อมีสิ่งเหลือใช้ ต้องไม่คิดแต่จะ "ทิ้งลงถังและหวังไปทิ้งบ้านคนอื่น"
    • ให้ความหมายของขยะใหม่ แยกประเภทของขยะแบบใหม่ (อ่านละเอียดที่นี่
      • ขยะคือ สิ่งที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้ รีไซเคิลก็ไม่ได้ 
      • วัสดุอินทรีย์ ไม่ใช่ขยะ  เช่น เศษอาหาร เศษพืช ต้นไม้ อะไรที่ย่อยสลายได้ภายในเวลาไม่นาน เหล่านี้นำไปทำปุ๋ยได้ 
      • วัสดุรีไซเคิล ไม่ใช่ขยะ เช่น พลาสติกทุกชนิด โฟม ทุกอย่างนำไปรีไซเคิลได้หมด 
    • แบ่งประเภทของขยะใหม่ ไม่ใช่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอันตราย แต่แบ่งใหม่ มีเพียง ๓ ประเภท ได้แก่ 
      • ขยะฝังกลบ ทุกอย่างที่ เอาไปใช้ไม่ได้อีกแล้วแน่ ไม่มีประโยชน์ รีไซเคิลก็ไม่ได้ 
      • ขยะมีพิษ เช่น แบตเตอรี่ หลอดไฟ กระป๋องยาฆ่าแมลง ฯลฯ
      • ขยะติดเชื้อ เช่น ผ้าอนามัย ผ้าพันแผล ฯลฯ 
  • ทุกคนต้องคัดแยกขยะด้วยตนเอง
    • เริ่มจากนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาฯ 
    • ด้วยการกำหนดกิจกรรมเสริมหลักสูตรของรายวิชาฯ ให้ทำบัญชีจัดการขยะรายสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา ๓ เดือน (๑๒ สัปดาห์) ด้วยกลไกการให้คะแนนฝึกวินัยเพื่อสังคมและชุมชน
  • ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำโครงงานหรือโครงการเพื่อจัดการขยะ เช่น 
    • แต่ละหลักสูตรใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญ นำหลักวิชาการและวิทยาการต่าง ๆ มาจัดการขยะอย่างยั่งยืน 
    • สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมเพื่อร่วมกันจัดการขยะอย่างยั่งยืน 
    • กำหนดหัวเรื่อง "ขยะ" เป็นวาระสำคัญในการทำงานหุ้นส่วนกับสังคมและชุมชน 
    • นิสิตแต่ละกลุ่มทำโครงงาน นำเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ในการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะ
    • ฯลฯ
  • ร่วมมือกับชุมชนและสังคม ๕ ภาคส่วน ขยายผลสู่คนอื่น เพื่อทำงานจัดการขยะร่วมกันอย่างเป็นระบบและบูรณาการกัน 
    • มหาวิทยาลัย คือ นิสิตและบุคลากร
    • หน่วยงานของรัฐ ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเทสบาลตำบลขามเรียงและเทศบาลตำบลท่าขอนยาง
    • ภาคประชาสังคม ... เครือข่ายฮักแพง เมิ่งแงง คนมหาสารคาม และกลุ่มสมัชชาสุขภาพมหาสารคาม รวมถึงองค์กรทางศาสนาโดยเฉพาะวัด ฯลฯ 
    • ภาคเอกชน เช่น บริษัท ห้างร้าน ร้านค้าต่าง ๆ ฯลฯ 
    • ภาคสื่อสารมวลชน  
๕) ทำอย่างต่อเนื่องหลายปี 

ทำต่อเนื่องกระบวนการนี้ครบ ๔ ปี ต่อเนื่อง จะบรรลุผล ชุมชนมหาวิทยลัยมหาสารคาม จะเป็นต้นแบบของชุมชนมหาวิทยาลัยในการจัดการขยะ 


วิธีสอนเรื่อง "เมืองไทยยุคใหม่ไร้ขยะ" แบบ Active Learning โดย ดร.ไพบูลย์ โพธ์สุวรรณ

วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ ทีมอาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๕๐๐๑ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน เชิญ ดร.ไพบูลย์ โพธิ์สุวรรณ มาบรรยายพิเศษเรื่อง "มิติใหม่ชุมชนไทยไร้ถัง" จากวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า... ผมติดภารกิจสำคัญ จึงมอบหมายให้เสืออัดเสียงไว้ให้ฟัง ผมมาสืบค้นต่อ พบว่านี่แหละคือวิธีการสอนที่ผมต้องทำให้ได้ ... จึงถอดบทเรียนมาเพื่อให้ตนเองเข้าใจ และทดลองนำไปใช้ต่อไป

๑. เริ่มด้วยการตั้งคำถาม ให้เขียนคำตอบของตนลงในกระดาษ

ท่านตั้งถามให้นิสิตเขียนคำตอบของตนเองลงในกระดาษ โดยให้เวลาค่อย ๆ เขียนไปพร้อม ๆ กันทั้งห้อง ด้วย ๙ คำถาม ดังต่อไปนี้ 
  • ขยะคืออะไร
  • วิธีการจัดการขยะของเราทำอย่างไร
  • ขยะมีกี่ประเภท
  • เพลงที่เกี่ยวข้องกับขยะ เรารู้จักเพลงอะไร
  • ตั้งแต่เกิดมา เราถูกสอนให้ทิ้งลงที่ไหน
  • เราคาดว่าใครจะมาเก็บให้ 
  • ค่าธรรมเนียมในการจัดเก็บแพงไหม
  • ที่ที่เขาเอาขยะไปทิ้ง มันอยู่ตรงไหน รู้จักไหม
  • รู้หรือไม่ว่าค่าจัดการหรือค่ากำจัดขยะประมาณตันละหรือกิโลกรัมละเท่าไหร่ 
ท้ายสุดของกิจกรรมคือให้บรรยายสรุป เล่าเรื่องให้นิสิตเห็นความรุนแรงของปัญหาขยะ ความสำคัญของการจัดการขยะ และความจำเป็นที่ตนเองต้องลงมือคัดแยกขยะ โดยใช้การเล่าเรื่องที่มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ผมสืบค้นพบว่า ข้อมูลที่น่าสนใจได้รวบรวมไว้ใน "รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ดาวน์โหลดได้ที่นี่  ข้อมูลที่น่าสนใจ มีดังนี้

  • ปริมาณขยะของชุมชนในไทยกำลังเพิ่มขึ้น ๆ  ดังตาราง   สังเกตว่า อัตราการก่อขยะต่อคนต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก ๑.๐๓ กิโลกรัม ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๑.๑๔ กิโลกรัม ในปี ๒๕๕๙
  • ชุมชนก่อขยะถึงปีละ ๒๗ ล้านตัน 
  • ประมาณนี้ (๒๗ ลต.) เป็นขยะจากเทศบาลต่าง ๆ ที่อัตราการก่อขยะต่อคนไม่เท่ากัน สังเกตว่า ยิ่งเจริญมาก ยิ่งมีคนไปอยู่มาก ยิ่งก่อขยะมาก เมืองพัทยาก่อขยะมากกว่าปกติถึง ๔ เท่า ... ยิ่งเจริญยิ่งเสื่อม 
  • ปริมาณขยะจากชุมชนส่วนใหญ่ ไม่สามารถจัดการได้ กลายเป็นขยะตกค้างจำนวนมากกว่าร้อยละ ๕๐

๒. ระดมสาเหตุปัญหา
  • เราถูกปลูกฝังให้ "ทิ้ง"ขยะลงถัง มาตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ทำให้คนไทยมีขยะในถังเต็มไปหมด เพราะต่างคนต่างทิ้งลงถัง 
  • เราไม่ได้คิดว่า "ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดขยะ" เรามักจะคิดว่า "ทำอย่างไรจะไม่ให้ขยะกระจัดกระจาย" คิดแค่ว่าจะทำอย่างให้มันเรียบร้อย 
  • ทำให้วิธีแก้ปัญหาส่วนใหญ่คือ "การจัดหาถัง" เมื่อจำนวนถึงมากขึ้น จำนวนขยะก็มากขึ้น
๓. เงื่อนไขการเรียน
  • ต่อไปนี้เราจะไม่สร้างทางตัน แต่เราจะหาทางออก
  • เราจะไม่เป็น "นักโทษ" และเราจะเป็น "นักทำ" 
  • เราจะไม่สมมติ แต่จะใช้ข้อเท็จจริง
  • พึ่งตนเองให้ได้ เป็นผู้อธิบาย มากกว่าเป็นผู้ถาม
๔. บรรยายพิเศษ
  • ความหมายของขยะ
    • ขยะคือสิ่งที่หากประโยชน์อะไรไม่ได้ 
  • ขยะอาจารย์แบ่งออกเป็นยุค ๆ ตามแนวคิดประเทศไทย ๔.๐ ได้เป็น 
    • ยุค ๑.๐  ยุคใบตอง
    • ยุค ๒.๐  ยุคกระดาษ 
    • ยุค ๓.๐  ยุคถุงพลาสติก (ปริโตรเคมี) 
    • ยุค ๔.๐  ยุคอิเล็คทรอนิกส์
  • ขยะหลัก ๆ ของเรา เกิดจากบรรจุภัณฑ์นั่นเอง 
    • ช้อนพลาสติกอยู่ได้นานกว่าช้อนเหล็ก คืออยู่ได้เป็นพันปี 
    • ถุงพลาสติกอยู่ได้ ๔๕๐ ปี 
    • โฟมอยู่ได้ ๑๐,๐๐๐ ปี 
  • วิธีการจัดการหรือกำจัดขยะเขาทำอย่างไรบ้าง 
    • หลุมฝังกลบ ...  เอาไว้ใช้สำหรับสิ่งที่เราใช้ไม่ได้อีกแล้ว 
    • โรงงานจัดการสิ่งที่เป็นพิษ 
    • โรงงานเผาขยะติดเชื้อ 
  • การแยกขยะในปัจจุบันจะแบ่งเป็น ๔ ชนิดคือ 
    • ขยะเปียก
    • ขยะรีไซเคิล
    • ขยะทั่วไป 
    • ขยะอันตราย 
  • จะเห็นว่า วิธีจัดการขยะที่มีอยู่ ไม่สอดคล้องกับวิธีจัดการขยะที่เรามี
  • ดังนั้นขยะต้องเปลี่ยนวิธีแยกใหม่เป็น 
    • ขยะที่ใช้ไม่ได้อีกแล้ว
    • ขยะมีพิษ ได้แก่  แบตเตอรี่ หลอดไฟ กระป๋องยาฆ่าแมลง กระป๋องสีสเปรย์ ฯลฯ
    • ขยะติดเชื้อ ได้แก่ ผ้าอนามัย พลาสเตอร์ติดแผล ยา ฯลฯ
  • ปัญหาขยะแท้จริงแล้ว คือ การเอาสิ่งที่ไม่ใช่ขยะ เอาไปไว้ผิดที่... ถ้าเราเอาถุงพลาสติกจากกองขยะออกได้ ทุกอย่างจบ 
    • พลาสติกทุกชนิดเป็นวัสดุรีไซเคิล พลาสติกไม่ใช่ขยะ... จัดการให้จบตั้งแต่ที่บ้าน 
    • เศษอาหาร คืิอวัสดุอินทรีย์ ไม่ใช่ขยะ เอา่ไปเลี้ยงสัตว์ เอาไปทำปุ๋ย ไปทำก๊าซ ฯลฯ
    • ขยะมีพิษและติดเชื้อมีคนมาเก็บไปสู่โรงจัดการที่มีอยู่
  • ดังนั้น เมื่อแทบจะไม่มีขยะ จึงไม่ต้องมีถัง ... "มิติใหม่ชุมชนไทยไร้ถัง" 
๕. สาธิตการวิเคราะห์และจัดการขยะ

เตรียมถังขยะจริง ๆ มาแล้วคัดแยกและจัดการขยะให้ดูทีละชิ้นทีละชิ้น ๆ  เริ่มจากการชั่งก่อน 
  • ถุงพลาสติก ใช้ได้อีก ไม่ใช่ขยะ เป็นวัสดุรีไซเคิล 
  • โฟม ไม่ใช่ขยะ เป็นวัสดุรีไซเคิล 
  • เศษอาหาร ไม่ใช่ขยะ เป็นวัสดุอินทรีย์ 
  • ขวดน้ำพลาสติก ขายได้ 
  • ขวดนมเปรี้ยว ขายได้ 
  • สังกะสี ขายได้ 
  • แบตเตอรี่มอเตอร์ไซด์ ขายได้ 
  • กระป๋องโคก ขายได้ 
  • กล่องนมขายได้ 
  • ฯลฯ 
สุดท้ายจะเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นพิษและติดเชื้อเท่านั้น ซึ่งจะมีจำนวนไม่มาก  จะเหลือสองส่วนนี้เพียงร้อยละ ๕ เท่านั้น เช่น 
  • ผ้าอนามัย ให้ใช้กระดาษห่อ รวมรวมไว้ให้มิดชิด เพื่อให้รถขยะนำไปส่งโรงพยาบาล 
โดยสรุปคือ "อย่าทิ้งลงถัง อย่าหวังไปทิ้งบ้านคนอื่น" 

ความรู้ที่ประทับใจและจำนำไปใช้และเล่าต่อ
  • ขยะมีเพียง ๓ ประเภท คือ ขยะที่นำไปใช้อีกไม่ได้ ขยะมีพิษ และขยะติดเชื้อ นอกนั้นไม่ใช่ขยะ 
  • "อย่าทิ้งลงถัง อย่าหวังเอาไปทิ้งบ้านคนอื่น"
  • ถุงพลาสติกอยู่ได้ ๔๕๐ ปี ถึงจะย่อยสลาย   หากเอาไฟเผาจะได้สารก่อมะเร็ง
  • ถุงพลาสติก ๒,๐๐๐ ถุง ถ้าล้างสะอาด ตากให้แห้ง เอาไปขายจะได้ ๑ บาท
  • โฟมอยู่ได้ ๑๐,๐๐๐ ปี มีสารก่อมะเร็ง หากเอาไฟเผาจะได้สารก่อมะเร็ง
  • กระดาษ ๑ ตัน ต้องใช้ต้นไม้ ๑๗ ต้น 
  • กระดาษกับใบตอง กระดาษเปื่อยง่ายกว่า
เปิดกะโหลกเลยครับอาจารย์สำหรับผม ขออนุญาตเรียนแบบ "ครูพักลักจำ" นำไปใช้เลยนะครับ 


วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"การเกษตรยั่งยืน" สู่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ผมถูกหนีบไปเรียนรู้เรื่องเกษตรยั่งยืน ในการประชุมภาคประชาสังคมที่จัดโดยเครือข่าย "ฮักแพง เมิ่งแงง คนมหาสารคาม" (เรียกสั้น ๆ ว่า สภาฮักแพง) ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ธวัช ชินราศรี มากๆ ครับ ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรยั่งยืน ได้รู้จัก "ฅนเกษตรยั้งยืน" ในเขตพื้นที่จังหวัดมหาสารคามมากกว่าอ่านหนังสือหลายเล่ม...  ผมจับประเด็นสำคัญ ๆ เพื่อทำให้ตนเองเข้าใจลึกมากขึ้น และฝากไว้ให้ผู้สนใจและเครือข่ายเรื่องนี้ในพื้นที่ต่อไป

วิทยากรสำคัญที่มาวันนี้คือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ อ.ธีระ วงษ์เจริญ ในอดีตท่านเคยรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ ศูนย์การเรียนรู้คุ้งกระเบน



ท่านบรรยายโดยการเล่าเรื่องสลับตัวอย่าง จึงฟังไม่เบื่อ ใช้สไลด์เพียง ๒ อัน และความจดจำอันดีเยี่ยมจนได้รับคำชมจากพี่น้องที่เข้าร่วมหลายคน


เริ่มด้วยความร่วมมือ
  • ท่านเริ่มด้วย การเชื่อมโยงการเกษตรยั่งยืนกับเป้าหมายของการพัฒนาโลก คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs: Sustainable Development Goals) เป้าหมายที่ ๒ คือการลดความอดอยากและสร้างความมั่นคงทางอาหาร (ท่านใดยังไม่รู้อ่านได้ที่นี่ครับ) (ในช่วงปี ๒๕๕๙-๒๕๗๒) ซึ่งวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ นายกรัฐมนตรีของไทยได้ไปลงนามความาร่วมมือกับนานาชาติแล้ว 
  • ในครั้งนั้น สมเด็จพระเทพฯ ได้ส่งการปาฐกถาพิเศษส่งไปร่วมการประชุม ทรงบอกว่า เราต้องหยุดความหิวโหย ... นี่คือที่มาสำคัญประการหนึ่ง
  • การขับเคลื่อนของรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ครับ 
    • ได้สร้างข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกับหน่วยงานต่อไปนี้ทั้งหมด
      • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ .. ผู้รับผิดชอบโดยตรง ผู้ขับเคลื่อน
      • กระทรวงมหาดไทย ... ผู้ว่าราชการจังหวัดเอาด้วย
      • กระทรวงสาธารณสุข ... โรงพยาบาลจะรับผักปลอดสารพิษไปใช้ทำอาหาร
      • กระทรวงทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ... ถ้าจะทำในพื้นที่ ๆ ไม่มีโฉนด มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ หากจะทำต้องใช้ได้ความร่วมมือจากกระทรวงทรัพย์ฯ ใช้มาตรา ๑๙ ของอุทยานแห่งชาติ คือใช้ในลักษณะของการทำวิจัยร่วมกัน
      • กระทรวงพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม ... ภาคประชาสังคม พัฒนาชุมชน และวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
      • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ... (จำไม่ได้ว่าเกี่ยวอย่างไร)
      • กระทรวงศึกษาธิการ ... ทุกโรงเรียนต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก จนถึงระดับมหาวิทยาลัย อย่างจริงจัง 
    • โดยลงนามความร่วมมือ ๔ ภาค  ๑๓ กลุ่มจังหวัด รวมแล้ว ๕๖ จังหวัด และ ๒๘ จังหวัดนำร่อง ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย ... จากนั้นกระทรวงต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามาทำ MOU ร่วมด้วย
      • จังหวัดพัทลุง ประกาศว่าจะทำเกษตรอินทรีย์ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ภายในปี ๒๕๖๔
      • จังหวัดสกลนคร ประกาศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เน้นเรื่องข้าว ภายในปี ๒๕๖๔
      • ฯลฯ
    • เกษตรกรรมยั่งยืนมีทั้งหมด ๖ รูปแบบ ได้แก่
      • เกษตรอินทรีย์ ๕๖ จังหวัด 
      • เกษตรกรรมยั่งยืน ๒๘ จังหวัด 
      • วนเกษตร
      • เกษตรผสมผสาน
      • เกษตรทฤษฎีใหม่
      • เกษตรอินทรีย์แบบอื่นๆ เช่น พุทธเกษตร ฯลฯ
        • พบว่า ดอยอินทรีย์ ที่เชียงราย มีพุทธเกษตรถึง ๘ พันกว่าไร่ 
    • เหตุที่ต้องทำ MOU คือ ต้องการให้สามารถทำงานข้ามกระทรวง สามารถสั่งงานข้ามกระทรวงโดยใช้มาตรา ๔๐ ได้เลย 
    • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าว่า จะสร้างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือนววิถี ให้ได้ ๓ เท่า
    • กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ต่อไปจะรับเฉพาะอาหารอินทรีย์เท่านั้น ไม่เอา GAP (มาตรฐานอาหารไม่ใช้ยาฆ่าแมลงแต่ยังใช้สารเคมี)
กลไกในการขับเคลื่อน
  • กลไกของการขับเคลื่อนเรียกง่าย ๆ ว่า กลไก ๓ ๕ ๗ ได้แก่
    • ๓ กลไกระดับนโยบาย ได้แก่ 
      • ระดับชาติ คือกำหนดเป็นนโยบาย การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นร่มใหญ่
      • ระดับจังหวัด คือ แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ 
      • ระดับพื้นที่ ต้องกำหนดเป้าหมายความสำเร็จที่ชัดเจน 
    • ๕ กลไกการขับเคลื่อน ได้แก่
      • ประสานงาน
      • แผนบูรณาการและยุทธศาสตร์ 
      • การจัดการความรู้
      • ติดตาม เยี่ยมเยือน ให้กำลังใจ 
      • สื่อสารทางสังคมสู่สาธารณะ
    • ๗ กลไก ภาคส่วนที่มาทำงานร่วมกัน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง 
      • ภาครัฐ (หน่วยงานภายใต้การ MOU)
      • ภาควิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัย ต้องหันมาสร้างงานวิจัยเพื่อชุมชนและสังคม (ไม่ใช่วิจัยขึ้นหิ้ง)
      • ภาคประชาชน/ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์
      • ภาคเอกชน/สนับสนุนด้วยใจเป็นธรรม เช่น CSR บริษัทประชารัฐ ฯลฯ
        • ท่านบอกว่า กำลังจะไปคุยกับโรงงานน้ำตาลที่ยโสธร จะเจรจาให้มาทำอ้อยอินทรีย์  
      • ภาคประชาสังคม/มูลนิธิ/สมาคม
      • ภาคการศึกษา/ศาสนา/ความเชื่อ
      • ภาคสื่อสารมวลชนสู่สาธารณะ 
วิธีการขับเคลื่อน
  • เริ่มจากการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เล็ก ๆ แคบ ๆ ชัด ๆ (Area Approach)  หน่วยงานทุกหน่วยงานมุ่งไปที่พื้นที่เดียวกัน  เช่น 
    • ปีนี้อาจจะกำหนดไปที่ อ.บรบือ มีงบขุดบ่อสัก ๒๕๐ บ่อ ...แบบนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมืทันที  ปีนี้ที่นี้ ปีหน้าก็ไปที่อำเภออื่น  เป็นต้น 
  • ต่อไปคือ สร้างความเข้าใจให้คน  พัฒนาคน เปลี่ยนวิธีคิดของคน โดย 
    • หน่วยงานของรัฐต้องมาคุยกันเสียก่อนว่า จะทำอย่างไร จะเริ่มอย่างไร เห็นตรงกันชัด แล้วค่อยเริ่ม 
  • ค้นหาต้นแบบ (Best Practice) เอาต้นแบบที่มีเข้ามาเป็นตัวอย่าง แล้วอบรมคนที่จะเข้าร่วม  ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติอบรมโดยใช้เวลา ๔ วัน ๓ คืน เพื่อเปลี่ยนวิธีคิด  
      • ต้องมีต้นแบบของความสำเร็จ  ถ้าไม่มีต้นแบบความสำเร็จเขาไม่เชื่อ 
      • เอากลุ่มเป้าหมายแรกที่เป็นคนที่หัวไวใจสู้ก่อน  (ต้องไม่เอาที่สมัครใจแต่ไม่เอาจริง) ต้นแบบของความสำเร็จจะมาจากคนที่หัวไวใจสู้ 
  • สร้างกระบวนการรับรอง ที่จันทบุรีที่ท่านใช้คือระบบ PGS Organic (Participatory Garantee System) คือ "ชุมชนรับรองโดยชุมชน" โดยคนที่จะเป็นกรรมการตรวจสอบได้จะต้องมีประสบการณ์ทำเกษตรอินทรีย์ยอย่างน้อย ๕ ปี 
  • เริ่มผลิตเพื่อกินใช้ในครัวเรือนก่อนจะขยายผลผลิตตามทฤษฎีบันได ๙ ขั้น (อ่านที่นี่)
  • สร้างตลาดสีเขียวขึ้นรองรอง (Gree Market) จะเริ่มจากหน่วยงานของรัฐก่อน ได้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม มหาวิทยลัย 
  • สร้างเครื่อข่ายกับส่วนต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม ชุมชน สังคม ทุน ฯลฯ  


เป้าหมายของการขับเคลื่อนภายในปี ๒๕๖๔
  • กำหนดเป้าหมาย ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ 
  • ขณะนี้ มีเกษตรอินทรีย์แล้ว ๓,๓๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ และร่วมส่วนอื่นๆ แล้ว คร่าว ๆ น่าจะมีแผนในการขับเคลื่อนแล้วกว่า ๗ ล้านไร่ 
  • มหาสารคามมีพื้นที่ทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านไร่  ตั้งป้าหมายไว้ที่ ๒๕,๐๐๐ ไร่ 
ความรู้รอบตัว


  • จีนประกาศแล้วว่า ปี 2020 อาหารในจีนจะเป็นอาหารสะอาด ปลอดภัย  ลำใยอบกัมมะถันที่เราทำ นำเข้าจีนไม่ได้แล้ว
  • รัฐกำลังแย่แล้ว อีก ๕ ปี ตังค์จะมาจ่ายเงินเดือนก็ลำบากแล้ว 
  • หยุดการขอ หรือรอการช่วยเหลือ  ให้พึ่งตนเอง ให้ลงมือทำด้วยตนเอง 




สมาชิกภาคประชาสังคมเครือข่ายสภา "ฮักแพง เมิ่งแงง คนมหาสารคาม" 

ผมขอบันทึกไว้เป็นข้อมูลสำหรับการขับเคลื่อนต่อไป แบบที่ท่านจะไม่สะดวกนักในการอ่าน และไม่ได้ขออนุญาตเป็นรายบุคคลในการเผยแพร่ด้วย (ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เครือข่างผู้จัดงาน) การจัดเก็บตรงนี้มีข้อดีคือแม้ผ่านไปหลายปี ผมจะสืบค้นข้อมูลนี้กลับมาได้ง่ายมาก เพื่อประโยชน์ในการทำงานขับเคลื่อนต่อไปครับ










สรุปสั้นที่สุด 

  • ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ อ.ธีระ วงษ์เจริญ มาบอกชัดเจนว่า 
    • ระดับรัฐเขากำหนดนโยบายอย่างไร 
    • ระดับจังหวัด ผู้ว่ากับคนระดับกระทรวงและหน่วยงานเป็นคนกำหนด  และมีตัวอย่างชัดแล้ว ท่านเสนอแนวปฏิบัติชัดมากๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร 
    • ระดับพื้นที่ หากศึกษาแนวทางของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง (ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ) จะเข้าใจทันทีเช่นกันว่า ท่านแนะนำอย่างไร 
  • แต่ในช่วงของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้... เราคุยกันมากมาย เสนอแนวทางกันอ้อมไปมา... ผมจึงเสนอว่า เราก็แค่ทำตามแนวทางที่ท่านทำสำเร็จนั่นเแหละครับ